สามารถ คลิกดาวน์โหลด ได้ที่นี่ การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของแผนธุรกิจ SMEs
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js">
business plan แผนธุรกิจ ไทย Thai แผนการตลาด marketing plan ตัวอย่างแผนธุรกิจ ดาวน์โหลดแผนธุรกิจ รับเขียนแผนธุรกิจ รับทำแผนธุรกิจ
Home » All posts
เขียนโดย SMEs Plannet Thailand on วันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
เขียนโดย SMEs Plannet Thailand
เขียนโดย SMEs Plannet Thailand
เขียนโดย SMEs Plannet Thailand on วันจันทร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2555
สิ่งที่ผู้ประกอบการมักจะมองข้ามไปก็คือ การเลือกรูปแบบของตัวอักษรที่เหมาะกับธุรกิจของตน อย่าลืมว่า ตัวอักษรแต่ละตัวมีลักษณะรูปทรงที่แตกต่างกัน ซึ่งรูปทรงที่แตกต่างกันนี้ก็สื่อถึงความหมายที่แตกต่างกันด้วย (เหมือนดั่งเช่นตัวอย่างด้านบนที่ผมทำมาให้ดูใน 4 แบบ 4 อารมณ์ คุณจะสังเกตเห็นว่า ตัวอักษรแต่ละแบบก็จะให้ความรู้สึกที่แตกต่างกัน)
เนื่องจากทิศทางของร้านส้มตำสยามต้องการจะเสนอความเป็นไทยที่ไม่ใช่ไทยแบบโบราณ ทีมงานของผมจึงตัดสินใจเลือกใช้ตัวอักษรในกลุ่มที่ 4 ซึ่งยังคงกลิ่นอายความเป็นไทยอยู่บ้าง แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่เชยหรือล้าสมัยจนเกินไป
ขั้นตอนที่ 3 : การเลือกสี
“สี” ถือเป็นส่วนผสมที่สำคัญอีกข้อในการสร้างตราสินค้า เพราะสีแต่ละสีก็จะมีความหมายแฝงที่ซ่อนอยู่ เช่น สีแดงหมายถึงพระอาทิตย์และความทรงพลัง สีส้มหมายถึงโชคลาภ สีเขียวหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ หรือสีดำที่หมายถึงความลึกลับ เป็นต้น สำหรับร้านส้มตำสยามทางทีมงานได้เลือก “สีส้มและสีแดง” มาเป็นองค์ประกอบของตราสัญลักษณ์ เพื่อสื่อถึงพลังและความสำเร็จในการประกอบธุรกิจ อีกทั้งยังเป็นคู่สีที่เหมาะกับกิจการร้านอาหารเป็นอย่างดี
ขั้นตอนที่ 4 : กำหนดขอบเขตการใช้ตราสัญลักษณ์
เมื่อเราได้ตราสัญลักษณ์ กลุ่มสี และรูปแบบตัวอักษรแล้ว เราก็ควรที่จะต้องกำหนดขอบเขตการใช้งานของมันด้วย เช่น ตราสัญลักษณ์ของร้านส้มตำสยามจะต้องเป็นสีโทนส้ม-แดงเท่านั้น โดยเราอาจจัดทำคู่มือการใช้ง่ายๆ เพื่อเป็นแนวทางในการใช้ตราสัญลักษณ์ให้กับทีมงานทุกคน หลังจากนั้น เราก็ต้องคิดต่อว่า ตราสัญลักษณ์ที่เราออกแบบไว้นั้น จะสามารถนำไปใช้งานในส่วนต่างๆ ของพื้นที่ขายอย่างไร เช่น ในกรณีที่ร้านส้มตำสยามเป็นรถเข็น ตราสัญลักษณ์อาจจะไปปรากฏอยู่ด้านบนเพื่อแสดงถึงชื่อร้าน, ปรากฏบนเสื้อกันเปื้อน, ปรากฏบนภาชนะที่ใช้งาน, เมนูอาหาร, ถุงใส่อาหาร ฯลฯ เมื่อรวบรวมรายการได้ทั้งหมดแล้ว เราก็จะสามารถกำหนดรูปแบบการใช้ตราสัญลักษณ์ในองค์ประกอบต่างๆ กันได้
* ต้องกราบขออภัยหากชื่อนี้เกิดไปคล้องจองหรือเหมือนกับร้านที่มีอยู่ banner
เขียนโดย SMEs Plannet Thailand on วันเสาร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2554
| ปัจจัยการพิจารณา | จุดแข็ง(Strengths) | จุดอ่อน(Weakness) |
| ด้านการบริหารจัดการ | ||
| ด้านการตลาด | ||
| ด้านการผลิต | ||
| ด้านการเงิน |
| ปัจจัยการพิจารณา | โอกาส(Opportumities) | อุปสรรค(Threats) |
| ตลาดและกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย | ||
| สถานการณ์การแข่งขัน | ||
| เทคโนโลยี | ||
| กฎ ระเบียบ อื่นๆ |
เขียนโดย SMEs Plannet Thailand
1. สามารถขยายกิจการโดยไม่ต้องเพิ่มการลงทุนเอง
2. ชุมชนยอมรับสินค้า เมื่อผู้รับสิทธิได้รับสิทธิในการดำเนินธุรกิจในท้องถิ่นนั้นๆ
3. ประหยัดต้นทุนทางการตลาดและการขนส่ง เพราะผู้ได้รับสิทธิร่วมรับผิดชอบ
4. ต้นทุนในการดำเนินการผู้รับสิทธิอาจเป็นผู้รับผิดชอบ
5. มีรายได้จากค่าธรรมเนียมจากผู้ขอรับสิทธิ ซึ่งทำให้มีเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้น
6. กำไรที่ได้จากการส่งสินค้าหรือวัสดุ
7. สามารถควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์ได้จากข้อตกลงกับผู้ขอรับสิทธิ
8. ได้รับรายได้จากกำไรตามยอดขายที่ผู้รับสิทธิทำได้
1. ได้รับคำแนะนำด้านการบริหารจัดการ การฝึกอบรม และช่วยในเรื่องการตัดสินใจที่เหมาะสม
2. ความเสี่ยงต่างๆจะน้อยลง เนื่องจากธุรกิจได้รับสิทธิจากธุรกิจที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับอยู่แล้ว และประสบความสำเร็จมาแล้ว
3. ได้รับความช่วยเหลือในด้านการส่งเสริมการขายและการโฆษณา
4. เป็นสมาชิกภายใต้ระบบการค้าปลีกขนาดใหญ่
5. ได้รับความช่วยเหลือด้านการเงิน ในการจัดซื้อสินค้าด้วยการคิดผลตอบแทนต่ำ
6. ได้รับเครดิตในการสต๊อกสินค้า
7. เป็นสินค้า หรือ กิจการที่ผู้บริโภคยอมรับ
1. ชื่อตรา ยี่ห้อ และชื่อเสียงเป็นที่รู้จักมาก่อน
2. ได้รับความช่วยเหลือในด้านความรู้ต่างๆ เช่น การวางแผน วิธีการปฏิบัติงาน การตลาด การจัดซื้อ เป็นต้น
3. การควบคุมคุณภาพเพื่อให้ได้สินค้าหรือบริการที่มีมาตรฐาน ( มีคู่มือการปฏิบัติงาน )
4. สัญญาต่างๆมีอยู่แล้วทำให้ได้รับความสะดวก
5. ความช่วยเหลือทางการเงิน ( ขึ้นอยู่กับข้อตกลง ) และคำแนะนำในการกู้เงิน
6. โปรแกรมการส่งเสริมการขายและการโฆษณาที่เจ้าของสิทธิดำเนินการ
7. ลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในการเริ่มต้นธุรกิจ
8. มีโอกาสที่จะได้รับรายได้สูง
9. ผลตอบแทนสูงกว่าการดำเนินธุรกิจด้วยตนเอง
1. ไม่มีความเป็นอิสระในการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ เช่น วัตถุดิบ การจัดซื้อ ซึ่งบางครั้งทำให้เสียโอกาสในการต่อสู้กับคู่แข่ง
2. การต้องซื้อสินค้าจากผู้ให้สิทธิแม้ว่าการซื้อจากแหล่งอื่นๆจะได้ราคาที่ถูกกว่า
3. กำไรต้องถูกแบ่งให้กับผู้ให้สิทธิเป็นเปอร์เซนต์หรือในอัตราคงที่ตามที่ตกลง
4. ต้องจ่ายค่าสิทธิการค้า เงินมัดจำ ค่าอุปกรณ์ ค่าตกแต่ง ค่าเครื่องหมายการค้า ที่ค่อยๆสูงขึ้น
5. ผู้ให้สิทธิอาจขาดการติดตามในเรื่องการฝึกอบรม
6. ข้อจำกัดในสายผลิตภัณฑ์ คือ ผู้รับสิทธิไม่สามารถนำสินค้า หรือ บริการชนิดอื่นมาจำหน่าย ยกเว้นจะได้รับความยินยอมจากผู้ให้สิทธิ
7. บางเงื่อนไขในการขอรับสิทธิหรือซื้อสิทธิ อาจจะไม่ยุติธรรมต่อผู้รับสิทธิ
1. ควรศึกษาภูมิหลังของธุรกิจ แฟรนไชส์ นั้นว่า มีความน่าเชื่อถือ มีการจัดองค์กรที่ดี และมีสถานะทางการเงินที่น่าไว้วางใจ เช่น เป็นบริษัทที่มั่นคงหรือไม่ ดำเนินการมาแล้วนานเท่าไร ไม่ใช่เพิ่งเริ่มต้นดำเนินการ เป็นกิจการที่มีกำไรแล้วหรือเริ่มมีกำไร
2. ควรศึกษาเงื่อนไขของสัญญาทั้งหมดก่อน โดยศึกษาเปรียบเทียบกับรายอื่นๆ
3. ควรศึกษาขั้นตอนของการดำเนินการต่างๆที่เกี่ยวกับธุรกิจนี้ให้เข้าใจก่อน
4. ควรพิจารณาในพื้นที่นั้นเราได้รับสิทธิเพียงรายเดียว หรือผู้ให้สิทธิสามารถขายสิทธิให้กับรายอื่นๆได้อีก
5. ตรวจสอบก่อนว่า หากมีปัญหาสามารถบอกเลิกการขอรับสิทธิได้หรือไม่ และต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรบ้างหรือไม่
6. หากเราต้องการขายธุรกิจ เราจะได้รับค่าตอบแทนในเรื่องค่าแห่งกู๊ดวิลล์หรือไม่ ( คุณค่าที่เกิดขึ้นภายในกิจการ ) หรือ ถือว่าเป็นการสิ้นสุดเมื่อเราขายกิจการ
1. ผู้ให้สิทธิให้เราดำเนินการรับสิทธิได้ในระยะเวลาเท่าใด
2. มีข้อมูลผลการดำเนินงานของรายอื่นที่ได้รับสิทธิไปก่อนเราหรือไม่
3. มีการช่วยเหลือในด้านต่างๆหรือไม่ เช่น การฝึกอบรมด้านการจัดการธุรกิจ ฝึกอบรมพนักงาน การให้เครดิต
4. มีการช่วยหาทำเลที่ตั้งสำหรับธุรกิจเราหรือไม่
5. มีฐานะทางการเงินเพียงพอสำหรับแผนการช่วยเหลือและการขยายธุรกิจที่แน่นอนหรือไม่
6. ผู้ให้สิทธิเป็นเจ้าของธุรกิจคนเดียวหรือเป็นบริษัทที่มีประสบการณ์ทางการบริหาร และมีความน่าเชื่อถือ หรือไม่ เพียงใด
7. ผู้ให้สิทธิสามารถช่วยในสิ่งที่เราทำไม่ได้หรือไม่
8. ผู้ให้สิทธิมีการลงทุนอย่างระมัดระวังที่ทำให้แน่ใจได้ว่าจะประสบความสำเร็จ ซึ่งจะช่วยให้การทำธุรกิจ แฟรนไชส์ สำเร็จและได้รับกำไรร่วมกัน
9. การให้สิทธิในการขายสินค้าหรือบริการต่างๆ มีการดำเนินการตามกฏหมายอย่างถูกต้องหรือไม่
1. ต้องใช้ทุนในการดำเนินงานเท่าไร จนสามารถมีรายได้เท่ากับรายจ่ายและมีโอกาสได้กำไรในระยะเวลาไม่นานนัก อีกทั้งจะหาเงินทุนนั้นได้จากที่ใด
2. เรามีความเชื่อมั่นในความสามารถที่เรามีอยู่มากน้อยเพียงใด การฝึกอบรมที่จะได้รับและประสบการณ์จะทำให้เราสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างราบรื่นและมีกำไร หรือไม่
3. เรามีเป้าหมายในการทำธุรกิจหรือไม่ มีความพร้อมที่จะใช้เวลาที่มีอยู่ใช้ชีวิตเป็นนักธุรกิจกับผู้ให้สิทธิ และมีความพร้อมในการเสนอขายสินค้าและบริการสู่ชุมชน หรือไม่ เพียงใด เพราะการทำธุรกิจต้องมีการบริหารคน บริหารความคิด และต้องมีการพิจารณารายละเอียดต่างๆของธุรกิจ ซึ่งรวมทั้งต้องมีการวางแผนการทำธุรกิจอีกด้วย
4. ทำเลที่ตั้งของธุรกิจ ต้องพิจารณาให้เหมาะสมกับลักษณะของธุรกิจ เช่น ธุรกิจค้าปลีก ค้าส่ง ธุรกิจบริการ และธุรกิจการผลิต ทำเลจะมีความแตกต่างกัน อันจะส่งผลต่อความเจริญก้าวหน้าของธุรกิจนั้นๆ
1. พื้นที่บริเวณนั้นประชากรจะเพิ่มขึ้น คงที่ หรือ ลดลง หรือไม่ ภายใน 5 ปีข้างหน้า
2. ธุรกิจที่เราเลือกจะมีความต้องการมากขึ้น เหมือนเดิม หรือ ลดลง ภายใน 5 ปี ข้างหน้า
3. ธุรกิจของเรามีความพร้อมที่จะแข่งขันในพื้นที่นั้น หรือไม่
เขียนโดย SMEs Plannet Thailand
1.ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
2.ไม่มีประสบการณ์แต่เล็งผลเลิศ
3.ไม่มีรายได้ให้ปรากฏ
4.ไม่มี Business Plan หรือแผนธุรกิจ และ
5.มีประวัติหนี้ NPL
2010 All Rights Reserved Business Plan Thai | แผนธุรกิจ ไทย.
Wordpress by Chris Pearson - Blogger by Belajar SEO Blogspot