แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตลาดและกลยุทธ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตลาดและกลยุทธ์ แสดงบทความทั้งหมด

เคล็ดลับ การเขียนแผนการตลาด สำหรับ SMEs

เขียนโดย SMEs Plannet Thailand on วันอังคารที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

กลยุทธ์ทางการตลาด มีความต่อเนื่องมาจากการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลหรือเรียกว่าการทำวิจัยตลาด การกำหนดยุทธ์ทางการตลาดเป็นการตอบคำถามเกี่ยวกับกับทำธุรกิจให้มีความชัดเจนขึ้นมากขึ้น และเป็นการตอบคำถามเกี่ยวกับตัวสินค้า กลุ่มเป้าหมาย วิธีการขาย การประชาสัมพันธ์ ดังนั้นจึงต้องวางแผนการทางการตลาด หนึ่งในนั้นคือ เทคนิคการเขียนแผนการตลาดนั่นเอง

1.ความหมายของการตลาด 
การดำเนินกิจการทางธุรกิจจำเป็นต้องคิดล่วงหน้าไว้ ถ้ากล่าวถึงเรื่องแผนการตลาด คือ แผนเพื่อหารายได้ในการดำเนินธุรกิจ เช่น เปิดร้านต้องมีแผนในการขายของหน้าร้าน ถ้าผลิตสินค้าส่งไปขายนอกร้านให้ผู้แทนจำหน่ายไปขายก็คือแผนการจัดจำหน่าย คำว่า “การตลาด” ตามที่ผู้ประกอบการ เคยได้ยินตามปกติ แต่จริง ๆ แล้วมีความหมายพิเศษหลายมิติคือ

การตลาดในมิติที่ 1 คือ การซื้อ การขาย การไปตลาดเพื่อไปซื้อไปขายสินค้า ในฐานะผู้ประกอบการ หรือในฐานะผู้บริโภคก็ตาม

การตลาดในมิติที่ 2 คือ การโฆษณา ประชาสัมพันธ์เพื่อทำให้มวลชนเข้าใจว่าเรามีสินค้าอะไรบ้าง สามารถหาซื้อได้ที่ไหน อย่างไร เป็นการตลาดเชิงระบบที่ประกอบด้วยการสื่อสารเพื่อทำให้สินค้าเป็นที่รู้จักและสร้างความต้องการของผู้บริโภค

การตลาดในมิติที่ 3 คือ นอกจากการโฆษณาประชาสัมพันธ์แล้ว นักธุรกิจจำเป็นต้องการขนส่งสินค้าไปยังสถานที่ผู้บริโภค ซื้อหากัน หรือจัดส่งถึงที่ทำงาน หรือที่บ้าน

ผู้ประกอบการจำเป็นต้องคิดให้เพียงพอและครอบคลุม เช่น ถ้าเป็นผู้ประกอบการรายเล็กก็ไม่ต้องคิดซึ้งมาก เช่น อาจจะคิดแค่ว่าการตลาด ที่เกี่ยวกับการขายของหน้าร้าน การโฆษณา ประชาสัมพันธ์การออกร้านขายของบ้าง การใช้ใบปลิวโฆษณา การส่งสินค้าตรงตามที่กำหนด เก็บเงินให้ได้ ก็ถือว่าครบตามกระบวนการทั่วไปของการตลาด

 2.ขั้นตอนการวางแผนทางการตลาด 
การวางแผนทางการมี 4 ขั้นตอนด้วยกัน

2.1 การกำหนดวิสัยทัศน์
การที่ต้องนึกก่อนว่าอีก 3-4 ปีข้างหน้า ร้านเราจะเป็นร้านที่ใหญ่ ขนาดใหญ่ เช่น ถ้าสมมุติว่าเราเป็นร้านอาหาร อีก 3 ปีข้างหน้า และก็เป็นร้านที่ดังที่สุดในตำบลนี้ ซึ่งตรงนี้ถือว่าเรามีเป้าแล้วเราก็จะยินคำว่า Vision ซึ่งแปลว่า วิสัยทัศน์ ส่วน Mission คือ พันธกิจ หมายความว่า จะทำให้ถึงตรงนั้นได้อย่างไร พูดง่าย ๆ ก็คือว่าเราต้องมีวัตถุประสงค์ว่าร้านเราตั้งขึ้นมาทำไม

2.2 การกำหนดยุทธศสตร์
การวางแผนทางการตลาดต้องมีแนวทางในการให้ไปถึงเป้าให้ได้ เรียกว่ายุทธศสตร์หรือกลยุทธก็ได้ โดยทั่วไปแล้วเราต้องมี ยุทธศาสตร์ เพื่อให้เกิดความมุ่งมั่น ความพยายามที่ได้รวมพลัง ไม่กระจัดกระจาย และมี กลยุทธเพื่อให้มีสมาธิในการประกอบการ เพื่อที่ให้ทีมงานมีความมุ่งมั่นไปในทิศทางเดียวกัน นั้นก็คือ การวางแผน

2.3 การกำหนดนโยบายธุรกิจ
ธุรกิจนี้ไม่ใช่แค่ว่าการตลาด แต่ยังมีการผลิต การเงิน การบริหารงานบุคคล นโยบายเป็นกติกาที่ทุกคนในองค์กรต้องปฎิบัติ สิ่งเหล่านี้เรียกว่า การวางแผนการตลาด โดยองค์รวม

 3.ความสำคัญของแผนการทางการตลาด 
ในการปฏิบัติอาจจะสูญเปล่าจากที่ไม่มีแผน หรือ การคิดล่วงหน้า ทำตามธรรมชาติ ข้อดีในการไม่มีแผน คือ ไม่มีความกดดัน ทางเลือกก็ไม่จำกัด แต่ก็มีข้อเสียมากมาย เช่น ถ้าไม่มีแบบแผนก็ไม่มีเป้าหมาย ไม่มีการพัฒนาเพราะว่าทำตามธรรมชาติ

3.1 สามารถประเมินผลการปฎิบัติงานได้
การที่มีแผนงานจะทำให้เราสามารถประเมิน หรือ สามารถเปรียบเทียบ ทำถูกหรือทำผิดเป้าหมาย เมื่อมีการเปรียบเทียบก็จะทำให้มีการศึกษาว่า เราทำผิดหรือทำถูกเป้าหมาย และที่สำคัญคือการมีสถิติในการนำมาอ้างอิง

3.2 สร้างวัฒนธรรมเพื่อการเติบโตของกิจการ
แผนถ้าเริ่มตั้งแต่องค์กร หรือร้านขนาดเล็ก ข้อดี ก็จะเป็นการฝึกการทำงาน ไม่ใช่เป็นการรอให้องค์กรใหญ่แล้วค่อยทำ อันนั้นก็จะทำให้เสียเงินแพง แล้วก็มักจะทำให้ปรับปรุงวัฒธรรมและความเคยชินไม่ได้ค่อยได้

3.3 สามารถพัฒนาธุรกิจเพื่อสร้างการเติมโตของกิจการ
การวางแผนจะทำให้เกิดการสังเกตุผู้บริโภค ซึ่งจะเป็นนำเอาข้อมูลทางการตลาดมาสนับสนุนการวางแผนและจะทำให้เกิดการพัฒนาขององค์กรพร้อมไปด้วย

 4.เทคนิคสู่ความสำเร็จของแผนทางการตลาด 

1. แผนการตลาดต้องสอดคล้องสัมพันธ์กับแผนธุรกิจ
แผนทางการตลาดจะต้องสอดคล้องกับแผนอื่น ๆ ด้วย เช่น แผนการผลิตสินค้า แผนการเงินต้องมีความสอดคล้องสัมพันธ์กัน เพื่อความมีประสิทธิภาพ ในการนำไปปฎิบัติ

2. แผนการตลาดต้องเข้าใจง่ายสำหรับพนักงานทุกระดับ
การเขียนแผนการตลาด จะต้องทำให้พนักงานเข้าใจคำว่าให้ดีที่สุดของเราแค่ไหน แต่ถ้าบอกพนักงานว่าปีนี้เราจะโต 20 % เราก็ต้องรู้เราต้องเก่งกว่า ปีที่แล้วเท่าไหร่ ซึ่งตรงนี้จะเห็นได้ชัดเจน เมื่อทำงานกับคนหมู่มาก หรือการทำงานเป็นทีม เราจะต้องเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร จำเพาะเจาะจงเป็นตัวเลข ซึ่งเป็นเทคนิคของการเขียนแผนการตลาดที่เข้าใจง่าย

3. แผนการตลาดต้องเข้าให้ความสำคัญกับเรื่องบุคคลากร
บริษัทขนาดเล็กจะมีเรื่องคนเข้ามาเกี่ยวข้องมาก ซึงจะต้องให้มีแผนการฝึกอบรมเกี่ยวกับคนเช่นกัน ตั้งแต่การเลือกลูกจ้าง การพัฒนาบุคคลกรให้มีความรู้ ความสามารถเพื่มขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
More about → เคล็ดลับ การเขียนแผนการตลาด สำหรับ SMEs

หลักการออกแบบ LOGO เพื่อธุรกิจ SMES

เขียนโดย SMEs Plannet Thailand on วันจันทร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555



Logo เป็นองค์ประกอบหลักของงานออกแบบแทบจะทุกประเภท เพราะจะทำให้ลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายจดจำสัญลักษณ์นี้ติดตาตลอดไป  วันนี้ไปอ่านเจอหลักการสำหรับการออกแบบโลโก้ หรือสัญลักษณ์ให้ลูกค้าจดจำแบรนด์ของคุณตลอดไป…

หลักการง่าย ๆ ไม่มีอะไรมาก



  1. ง่ายไม่ซับซ้อน

  2. จดจำได้ง่าย

  3. ไม่เปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา

  4. นำไปใช้ได้หลากหลาย

  5. เหมาะสม


และที่นี้เราจะมาดูกันว่าแต่ละอย่างนั้น มันคืออะไร (ขอเป็นคร่าว ๆ หละกันนะ)

1. ง่ายไม่ซับซ้อน




การออกแบบที่ดีนั้นไม่จำเป็นต้องซับซ้อนอะไรมากมายเพราะหากยุ่งเหยิงซับซ้อนมากไป นั่นก็หมายความว่าการจดจำก็ยิ่งยากมากขึ้น ทำให้ลูกค้าสับสนหรือไม่จดจำเลยก็ได้ ดังนั้นควรคำนึงถึงการออกแบบที่เรียบง่ายเข้าไว้

2. จดจำได้ง่าย



อันนี้ก็เป็นผลพลอยจากข้อ 1 ซึ่งหากเราออกแบบไม่ยากแล้วการที่คนจะจดจำ Logo ของเรานั้นก็ไม่ยาก ดังนั้นพยายามออกแบบให้ง่ายแก่การจดจำ ดังจะเห็นได้จากแบรนด์หรือสัญลักษณ์ด้่านบน มองปุ๊บก็พอจะจำได้ทันทีว่านี้เป็นสัญลักษณ์ของอะไร

3. ไม่เปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา




การออกแบบที่ดีออกข้อคือไม่ควรเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลาบ่อย ๆ เพราะจะให้คนสับสน หากมีการเปลี่ยนแปลงบ่อยมากเกิน หรือหากจะมีการเปลี่ยนแปลงก็ไม่ควรออกแบบจากหน้ามือเป็นหลังมือควรออกแบบให้ใกล้เคียงกับรูปแบบเดิมมากที่สุดเพียงแต่ให้ดูทันสมัยตามกาลเวลาเท่านั้นเอง ดังตัวอย่างด้านล่างจะเห็นว่า โลโก้ โคคา โคล่า ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแปลงแม้จะผ่านไปเนินนานเท่าใด


4. นำไปใช้ได้หลากหลาย




การออกแบบแบรนด์หรือโลโก้ ไม่ใช่เพียงการออกแบบแสดงโชว์เพียงที่หน้าจอเท่านั้น การออกแบบควรคำนึงถึงการนำไปใช้งานด้วย เช่น การออกแบบเพื่อรองรับงานพิมพ์ ซองจดหมาย, นามบัตร, การ์ดต่างๆ , ป้ายโฆษณา, บรรจุภัณฑ์ , รวมไปถึงป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ และอื่น ๆ เพื่อการออกแบบให้รองรับงานเหล่านี้ส่วนมากการออกแบบ Logo จะเป็นงานประเภท Vector ที่สามารถปรับขนาดและส่วนอื่น ๆ ให้เข้ากับงานที่คุณจะนำไปใช้ได้อย่างงายดายและไม่ผิดเพืี้ยน…

5. เหมาะสม




ความเหมาะสม ก็คือ ความเหมาะสมกับงานสัญลักษณ์หรือ Logo ที่เราออกแบบนั้นต้องมีความเหมาะสม สอดคล้องกับงานเรา เช่นจากตัวอย่างโลโก้ด้านบน จะเป็นโลโก้ของเว็บไซต์ขายของเล่นเด็ก จะเห็นได้ว่าโลโก้มีสีสันดึงดูดสายตา ฟอนต์ออกไปแนวการเขียนมากกว่าจะใช้ฟอนต์ทางการ หากเป็นเรามองก็จะรู้ได้เลยว่า มันน่าจะเกี่ยวข้องกับเด็ก ๆ แน่แน่..

อ่านบทความแบบละเอียดที่


Credit : ethaidesign.com
More about → หลักการออกแบบ LOGO เพื่อธุรกิจ SMES

กลยุทธ์ธุรกิจ (Business strategy)

เขียนโดย SMEs Plannet Thailand

กลยุทธ์ทางธุรกิจ  


       เป้าหมายทางธุรกิจ คือ การทำให้บริษัทได้กำไรสูงสุด ต้นทุนต่ำสุด โดยทุกบริษัทจะต้องวางยุทธศาสตร์ของบริษัท  หลังจากนั้น บริษัทก็จะวางแผนทางด้านยุทธวิธีหรือกลยุทธ์ทางธุรกิจให้ได้ตามเป้าหมายที่บริษัทได้วางไว้

                สำหรับการวางกลยุทธ์ทางธุรกิจได้มีชุดความคิด 3 ชุดความคิดใหญ่ๆ ดังนี้               

               1.  การวางกลยุทธ์วิเคราะห์โดยใช้หลัก SWOT ซึ่งมีหลักอยู่  4 ประการ คือ S หมายถึง จุดแข็ง  W หมายถึง จุดอ่อน  O หมายถึง โอกาส  และ T หมายถึง ภัยคุกคาม ตัวอย่างการวิเคราะห์ของบริษัทแห่งหนึ่ง S บริษัทมีจุดแข็งอะไรบ้าง เช่น มีความมั่นคงด้านการเงิน   W บริษัทมีจุดอ่อนอะไรบ้าง เช่น ขาดระบบการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์  Oบริษัทมีโอกาสอะไรบ้าง เช่น ตลาดในธุรกิจนี้มีแนวโน้มเติบโตได้ดี  T บริษัทมีภัยคุกคามอะไรบ้าง เช่น การเปิดเสรีทางการค้าจะทำให้คู่แข่งเพิ่มขึ้น               

             2.  การวางกลยุทธ์วิเคราะห์โดยใช้หลัก Balanced Scorecard ซึ่งมีหลักกลยุทธ์ 4 ด้าน คือ 1. กลยุทธ์ด้านการเงิน (Finance Perspective)  เช่น เน้นการลงทุนในธุรกิจที่มีศักยภาพ 2. กลยุทธ์ด้านลูกค้า (Customer Perspective) เช่น เพื่อสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้า  3. กลยุทธ์ด้านกระบวนการจัดการภายใน (Internal  Process) เช่น เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต  4. กลยุทธ์ด้านการเรียนรู้และการเติบโต (Learning & Growth) เช่น เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของแรงงาน    

            3. การวางกลยุทธ์โดยใช้ชุดความคิดเกี่ยวกับ P-Q-C-D-S-M-E  เช่น  P = กลยุทธ์เกี่ยวกับผลผลิต (Productivity)  Q= กลยุทธ์เกี่ยวกับคุณภาพ (Quality)  C= กลยุทธ์เกี่ยวกับต้นทุนค่าใช้จ่าย (cost)  D= กลยุทธ์เกี่ยวกับการส่งมอบ (Delivery)  S= กลยุทธ์เกี่ยวกับความปลอดภัย (Safety)  M= กลยุทธ์เกี่ยวกับขวัญและกำลังใจของพนักงาน (Morale)  E= กลยุทธ์เกี่ยวกับจรรยาบรรณ (Ethics)     

           เมื่อได้กำหนดกลยุทธ์ทางธุรกิจจาก 3 ชุดความคิดหลัก เราก็จะต้องมีตัวชี้วัดผลงานว่า ได้ทำงานที่วางไว้ตามเป้าหมายหรือไม่   ซึ่งตัวชี้วัดผลงานเชิงกลยุทธ์มีชื่อแตกต่างกัน ดังนี้ 1. Strategic Measure  หมายถึง ตัวชี้วัดผลงานเชิงกลยุทธ์  2. Strategic KPI (Key Performance Indicator) หมายถึง ตัวชี้วัดผลงานหลักเชิงกลยุทธ์   3. Corporate KPI หมายถึง ตัวชี้วัดผลงานหลักในระดับองค์กร  ตัวอย่างเช่น ถ้าบริษัทกำหนดวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์ทางด้านเพิ่มอัตราผลตอบแทนของผู้ถือหุ้น  ตัวชี้วัด KPI ก็คือ กำไรที่เพิ่มขึ้น เปอร์เซ็นต์การเติบโตของกำไร  อัตราเงินปันผล หรือกรณีที่บริษัทมีวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์ทางด้านการสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า  ตัวชี้วัด KPI ก็คือ คะแนน Customer Satisfaction Index (CSI) จำนวนข้อร้องเรียนของลูกค้า  เปอร์เซ็นต์ลูกค้าที่ยังคงอยู่กับองค์กร  เปอร์เซ็นต์ลูกค้าแนะนำ  เปอร์เซ็นต์ลูกค้าที่ชื่อซ้ำและต่อเนื่อง 

               จะเห็นได้ว่า การวางกลยุทธ์ทางธุรกิจเราสามารถที่จะใช้กรอบแนวความคิดทางกลยุทธ์ซึ่งมี 3 แนวคือ 1. ใช้หลักการ SWOT 2.  ใช้หลัก Balanced Scorecard  3. ใช้หลัก P-Q-C-D-S-M-E เพื่อให้บริษัทบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ คือ จะทำให้บริษัทได้กำไรสูงสุด  จากนั้น บริษัทก็จะมีตัวชี้วัดว่า กลยุทธ์ต่างๆ ที่บริษัทได้วางไว้นั้นบรรลุผลที่วางไว้หรือไม่  ทั้งหมดนี้เป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจและตัวชี้วัดความสำเร็จในองค์กรภาคเอกชน

แหล่งที่มา : ไทยโพสต์
เขียนโดย วิษณุ บุญมารัตน์
More about → กลยุทธ์ธุรกิจ (Business strategy)

Popular Posts